คู่มือการซื้อ
รับผลิตครีมกันแดด: 6 เรื่องที่เจ้าของแบรนด์ต้องตัดสินใจก่อน
รับผลิตครีมกันแดดเป็นงานที่ดูเผินๆ เหมือนทำสกินแคร์ตัวหนึ่ง แต่จริงๆ มีรายละเอียดมากกว่า เพราะค่า SPF และ PA ที่พิมพ์บนกล่องต้องมาจากผลทดสอบของสูตรจริง ไม่ใช่การคาดคะเนจากส่วนผสม

รับผลิตครีมกันแดดเป็นงานที่ดูเผินๆ เหมือนทำสกินแคร์ตัวหนึ่ง แต่จริงๆ มีรายละเอียดมากกว่า เพราะค่า SPF และ PA ที่พิมพ์บนกล่องต้องมาจากผลทดสอบของสูตรจริง ไม่ใช่การคาดคะเนจากส่วนผสม ก่อนจะยกหูคุยกับโรงงานหรือคู่ค้า OEM เจ้าของแบรนด์ควรรู้ก่อนว่ามีอะไรที่ต้องตัดสินใจเอง เพราะทุกข้อย้อนกลับมากระทบสูตร บรรจุภัณฑ์ เอกสาร และต้นทุนรวมทั้งหมด
กันแดดไม่ใช่สกินแคร์ธรรมดา เข้าใจกติกาก่อนเริ่ม
ครีมกันแดดเป็นหมวดที่ถูกกำกับละเอียดกว่า สกินแคร์ หมวดอื่น เพราะตัวเลขบนฉลากคือคำกล่าวอ้างด้านประสิทธิภาพ ไม่ใช่การตลาดเพียวๆ
ค่า SPF บอกการป้องกันรังสี UVB ส่วน PA หรือค่า PPD บอกการป้องกัน UVA ทั้งสองค่าต้องมาจากการทดสอบสูตรที่ผลิตจริง การทดสอบมีสองแนวทางหลัก คือ in-vivo ซึ่งทดสอบกับอาสาสมัครและเป็นวิธีที่หลายตลาดยอมรับสำหรับ SPF และ in-vitro ซึ่งทดสอบด้วยเครื่องมือในห้องปฏิบัติการ ค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขของสองวิธีไม่เท่ากัน และโรงงานแต่ละแห่งก็มีห้องแล็บคู่สัญญาไม่เหมือนกัน
อีกเรื่องที่ต้องรู้คือสารกันแดดที่อนุญาตให้ใช้ และเปอร์เซ็นต์สูงสุดของแต่ละตัว มีบัญชีกำหนดไว้ และบัญชีของไทย ยุโรป สหรัฐ หรือกลุ่มประเทศอาเซียนไม่ตรงกันทุกตัว ถ้าแบรนด์วางแผนส่งออกตั้งแต่ต้น ควรบอกโรงงานตั้งแต่ก่อนพัฒนาสูตร เพราะการเปลี่ยนฟิลเตอร์ภายหลังเท่ากับเริ่มสูตรใหม่
- ข้อความบนฉลากต้องสอดคล้องกับผลทดสอบที่มีอยู่จริง
- คำกล่าวอ้างแบบกันน้ำหรือกันเหงื่อต้องมีการทดสอบรองรับแยกต่างหาก
- รายละเอียดการจดแจ้งและหลักเกณฑ์มีการปรับเป็นระยะ จึงควรตรวจสอบกับ อย. หรือที่ปรึกษาด้านกฎระเบียบก่อนสรุปฉลาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเจ้าของแบรนด์ตั้งธงไว้ว่าต้อง SPF50+ PA++++ ก่อน แล้วค่อยไปหาเนื้อสัมผัสที่ชอบ ซึ่งมักจบลงด้วยการต้องยอมอย่างใดอย่างหนึ่ง ลำดับที่ดีกว่าคือกำหนดกลุ่มผู้ใช้และสถานการณ์การใช้งานก่อน แล้วให้ค่าป้องกันตามมาจากตรงนั้น
เลือกชนิดฟิลเตอร์: เคมี กายภาพ หรือไฮบริด
การตัดสินใจข้อนี้มีผลมากที่สุดต่อหน้าตาและความรู้สึกของสินค้าสุดท้าย
ฟิลเตอร์กายภาพ ซึ่งใช้ซิงก์ออกไซด์หรือไทเทเนียมไดออกไซด์ มีจุดขายด้านความอ่อนโยนและเหมาะกับการสื่อสารแบบผิวแพ้ง่ายหรือเด็ก แต่ต้องแลกกับโอกาสเกิดวงขาวบนผิว เนื้อที่หนากว่า และการกระจายตัวของผงที่ต้องควบคุมให้นิ่ง ไม่อย่างนั้นสูตรจะแยกชั้นเมื่อเก็บไว้นาน
ฟิลเตอร์เคมีให้เนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งวงขาว และทำค่าป้องกันสูงได้ด้วยปริมาณที่น้อยกว่า แต่ส่วนผสมบางตัวมีข้อจำกัดต่างกันในแต่ละตลาด และบางตัวต้องจับคู่กับตัวช่วยเพิ่มความคงตัวของแสง
สูตรไฮบริดคือทางที่แบรนด์ส่วนใหญ่เลือกในปัจจุบัน เพราะได้ความสมดุลระหว่างเนื้อสัมผัสกับค่าป้องกัน แต่ก็เป็นสูตรที่ซับซ้อนที่สุดในขั้นตอน พัฒนาสูตร และต้องการรอบทดลองมากกว่า
เช็กลิสต์ที่ควรถามตัวเองก่อนเคาะ: - ลูกค้าหลักใช้กันแดดทับเมกอัปหรือใช้เดี่ยว - แบรนด์จะพูดเรื่องผิวแพ้ง่าย แนวรีฟเฟรนด์ลี หรือเน้นเนื้อบางเบาเป็นหลัก - จะขายในกี่ประเทศ และประเทศไหนเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในปีแรก - ยอมรับวงขาวได้แค่ไหน ถ้าต้องเลือกระหว่างวงขาวกับความอ่อนโยน
คำตอบสี่ข้อนี้ตัดตัวเลือกออกได้เกินครึ่ง และทำให้การคุยกับทีมสูตรเร็วขึ้นมาก เพราะสิ่งที่ทีมสูตรกลัวที่สุดไม่ใช่โจทย์ยาก แต่เป็นโจทย์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
รูปแบบและเนื้อสัมผัส: ครีม เซรั่ม สเปรย์ หรือสติ๊ก
รูปแบบสินค้ามีผลต่อทั้งต้นทุนบรรจุภัณฑ์ วิธีขาย และพฤติกรรมการทาซ้ำของลูกค้า
ครีมและโลชั่นเป็นรูปแบบที่คุมค่าป้องกันได้ตรงที่สุด เพราะลูกค้ามักทาในปริมาณที่ใกล้เคียงกับที่ทดสอบ เหมาะกับแบรนด์ที่อยากสื่อสารเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลัก
เซรั่มกันแดดหรือเนื้อน้ำนมบางเบากำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มคนเมืองที่ใช้ทุกวันใต้เมกอัป ข้อดีคือทาซ้ำง่าย ข้อควรระวังคือคนมักทาน้อยกว่าที่ควร ทำให้ค่าป้องกันจริงบนผิวต่ำกว่าตัวเลขบนกล่อง แบรนด์ที่เลือกทางนี้ควรสื่อสารวิธีใช้ให้ชัด
สเปรย์ตอบโจทย์การทาซ้ำกลางวันและกลุ่มกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ต้องคุยเรื่องระบบวาล์ว แรงดัน และข้อกำหนดการขนส่งสำหรับสินค้าที่มีแรงดันหรือมีแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มักโผล่ตอนจะส่งออก ไม่ใช่ตอนทำสูตร
สติ๊กกันแดดพาไปได้สะดวกและขายดีในรูปของสินค้าเสริมในไลน์ แต่สูตรแบบแวกซ์เบสมีข้อจำกัดเรื่องการกระจายฟิลเตอร์และความทนความร้อน ถ้าตลาดหลักเป็นประเทศร้อน ต้องคุยเรื่องจุดหลอมเหลวกันตั้งแต่ต้น
ทางที่หลายแบรนด์ใช้คือเริ่มด้วยรูปแบบเดียวที่มั่นใจที่สุด ทำให้ขายได้จริงก่อน แล้วค่อยขยายไลน์ เพราะทุกรูปแบบที่เพิ่มเข้ามาคือหนึ่งสูตร หนึ่งชุดทดสอบ และหนึ่งชุดบรรจุภัณฑ์ใหม่
บรรจุภัณฑ์: เลือกให้สูตรอยู่รอด ไม่ใช่เลือกเพราะสวย
กันแดดเป็นสูตรที่ไวต่อแสง อากาศ และการปนเปื้อนมากกว่าครีมบำรุงทั่วไป บรรจุภัณฑ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของสูตร ไม่ใช่เรื่องดีไซน์ล้วนๆ
หลอดบีบเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่ปลอดภัย ควบคุมปริมาณต่อครั้งได้ดี ราคาสมเหตุสมผล และมีพื้นที่พิมพ์พอสำหรับข้อความที่กฎหมายกำหนด ขวดปั๊มสุญญากาศช่วยลดการสัมผัสอากาศและเหมาะกับสูตรที่มีสารออกฤทธิ์ร่วม แต่ต้องทดสอบความเข้ากันระหว่างสูตรกับวัสดุ เพราะสูตรที่มีฟิลเตอร์เคมีสูงอาจทำปฏิกิริยากับซีลหรือยางบางชนิด
ขวดแก้วให้ภาพลักษณ์พรีเมียม แต่หนัก ค่าขนส่งสูง และเสี่ยงแตกระหว่างทาง ถ้าขายออนไลน์เป็นหลักควรคิดเรื่องนี้ก่อนตกหลุมรักกับตัวอย่างสวยๆ
สิ่งที่ควรขอจากคู่ค้าก่อนล็อกบรรจุภัณฑ์: - ผลทดสอบความเข้ากันระหว่างสูตรกับบรรจุภัณฑ์ที่เลือกจริง ไม่ใช่รุ่นใกล้เคียง - ผลทดสอบความคงตัวในสภาวะที่สอดคล้องกับตลาดปลายทาง - ตัวอย่างงานพิมพ์จริงบนวัสดุจริง เพราะสีบนจอกับสีบนหลอดไม่เหมือนกัน - ยืนยันว่าพื้นที่ฉลากพอใส่ข้อความบังคับทุกบรรทัดในภาษาที่ต้องใช้
ข้อสุดท้ายคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ต้องพิมพ์ฉลากใหม่บ่อยที่สุด เพราะดีไซน์ถูกอนุมัติไปแล้วก่อนที่ข้อความบังคับจะถูกสรุป วิธีกันคือร่างฉลากเวอร์ชันข้อความให้ครบก่อน แล้วค่อยให้ดีไซเนอร์จัดวาง
เอกสาร การจดแจ้ง และแผนตลาดส่งออก
ส่วนที่คนมองข้ามมากที่สุดคือกองเอกสาร ซึ่งมักเป็นตัวกำหนดว่าสินค้าจะวางขายได้เมื่อไหร่ ไม่ใช่สายการผลิต
สำหรับขายในไทย เครื่องสำอางต้องมีการจดแจ้งกับ อย. โดยผู้ที่รับผิดชอบนำสินค้าออกสู่ตลาด เอกสารที่เกี่ยวข้องมักรวมถึงข้อมูลสูตร ข้อมูลผู้ผลิต รายละเอียดฉลาก และผลทดสอบที่สนับสนุนคำกล่าวอ้าง รายละเอียดและแบบฟอร์มมีการปรับปรุงเป็นระยะ จึงควรยืนยันรายการล่าสุดกับ อย. หรือผู้ให้บริการด้านกฎระเบียบก่อนเริ่มยื่น
ถ้าวางแผนส่งออก สิ่งที่ควรถามคู่ค้าตั้งแต่แรกคือเอกสารชุดใดที่ออกให้ได้ตามรายการสินค้า เช่น หนังสือรับรองการขายในประเทศผู้ผลิต ข้อมูลความปลอดภัยสำหรับการขนส่ง หรือใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แต่ละตลาดขอไม่เหมือนกัน และกฎของประเทศปลายทางควรตรวจสอบกับหน่วยงานหรือตัวแทนออกของในประเทศนั้นเสมอ
- แยกให้ชัดว่าใครเป็นเจ้าของสูตรและใครถือสิทธิ์ในผลทดสอบ
- ตกลงล่วงหน้าว่าถ้าต้องแก้ฉลากตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ ใครรับผิดชอบส่วนไหน
- เก็บผลทดสอบและเอกสารชุดเดียวกับที่ยื่นไว้กับตัวเอง ไม่ฝากไว้ที่คู่ค้าอย่างเดียว
แบรนด์ที่เตรียมเรื่องนี้ขนานไปกับการทำสูตร มักเจอปัญหาน้อยกว่าแบรนด์ที่รอให้สูตรนิ่งก่อนแล้วค่อยเริ่มคุยเอกสาร เพราะข้อกำหนดบางข้อย้อนกลับมาแก้สูตรหรือฉลากได้
คุยกับคู่ค้า OEM อย่างไรให้ได้ใบเสนอราคาที่เทียบกันได้
เจ้าของแบรนด์มือใหม่มักส่งโจทย์สั้นเกินไป เช่น ขอใบเสนอราคากันแดด SPF50 แล้วได้ตัวเลขจากหลายที่ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลย เพราะแต่ละที่สมมติเงื่อนไขไม่เหมือนกัน
โจทย์ที่ดีควรระบุอย่างน้อยหกข้อ คือกลุ่มผู้ใช้และสถานการณ์การใช้งาน ค่าป้องกันที่ต้องการ แนวฟิลเตอร์ที่ยอมรับได้ รูปแบบและขนาดบรรจุ ตลาดที่จะขายในปีแรก และจำนวนที่คิดจะสั่ง เมื่อข้อมูลครบระดับนี้ ใบเสนอราคาจากหลายแหล่งจะเทียบได้จริง
เรื่องจำนวนสั่งผลิต มาตรฐานที่ใช้กันในงาน OEM เครื่องสำอาง คือ 1,000 ชิ้นต่อหนึ่ง SKU ซึ่งหมายถึงหนึ่งสูตรในหนึ่งขนาดบรรจุ ถ้าอยากออกสองขนาดหรือสองเฉดตั้งแต่ต้น ให้คิดเป็นสอง SKU ไม่ใช่หนึ่ง ส่วนราคาต่อหน่วยขึ้นอยู่กับสูตร บรรจุภัณฑ์ และจำนวน ซึ่งทีมงานจะคำนวณให้เมื่อโจทย์ชัดแล้ว
ในขั้นตัวอย่าง ควรเตรียมใจว่าจะมีหลายรอบ และแต่ละรอบควรให้ฟีดแบ็กเป็นข้อๆ แทนคำว่าชอบหรือไม่ชอบ เช่น เนื้อหนักเกินไปเมื่อทาสองชั้น กลิ่นชัดเกินไปในนาทีแรก หรือเกลี่ยแล้วเหลือฟิล์มเหนียว ฟีดแบ็กแบบนี้ทำให้ทีมสูตรแก้ตรงจุด
สำหรับคนที่ต้องการ สร้างแบรนด์ของคุณเอง โดยไม่ต้องประสานห้องแล็บ โรงงาน นักออกแบบ และผู้ให้บริการด้านเอกสารเอง การทำงานกับคู่ค้าที่ดูแลทั้งกระบวนการเป็นจุดเดียว ช่วยลดจำนวนเรื่องที่ต้องตามเอง แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน ความชัดเจนของโจทย์ยังเป็นสิ่งที่เจ้าของแบรนด์ต้องเตรียมเอง
ต้องการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ?
ฝากข้อมูลไว้ แล้วทีมงานจะติดต่อกลับ
FAQ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องตั้งค่า SPF ไว้ก่อนไปคุยกับโรงงานไหม
ไม่จำเป็นต้องล็อกตัวเลขตั้งแต่แรก สิ่งที่ควรเตรียมคือกลุ่มผู้ใช้และสถานการณ์การใช้งาน เช่น ใช้ทุกวันในเมือง ใช้ตอนออกกำลังกายกลางแจ้ง หรือใช้ทับเมกอัป จากนั้นค่าป้องกันที่เหมาะสมจะตามมาเอง การเริ่มจากตัวเลขก่อนมักทำให้ต้องยอมแลกเรื่องเนื้อสัมผัสหรือต้นทุนมากกว่าที่ควร
สูตรกันแดดแบบกายภาพกับเคมี แบบไหนขายดีกว่า
ไม่มีคำตอบเดียว เพราะขึ้นกับว่าแบรนด์พูดกับใคร สูตรกายภาพสื่อสารเรื่องความอ่อนโยนได้ชัด จึงเหมาะกับไลน์ผิวแพ้ง่ายหรือเด็ก ส่วนสูตรเคมีและไฮบริดได้เปรียบเรื่องเนื้อบางเบาและไม่ทิ้งวงขาว ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าเมืองให้ความสำคัญ ทางที่ปฏิบัติได้คือเลือกหนึ่งแนวให้สอดคล้องกับจุดยืนแบรนด์ แล้วทำให้ดีจริงก่อนขยายไลน์
ถ้าอยากออกทั้งเนื้อครีมและเนื้อเซรั่มพร้อมกันได้ไหม
ทำได้ แต่ควรเข้าใจว่านับเป็นสอง SKU ซึ่งหมายถึงสองสูตร สองชุดทดสอบ สองชุดบรรจุภัณฑ์ และสองรอบอนุมัติฉลาก สำหรับแบรนด์ที่เพิ่งเริ่ม การออกตัวเดียวที่มั่นใจที่สุดแล้วเก็บข้อมูลจากลูกค้าจริง มักให้ผลดีกว่าการกระจายงบไปสองสูตรตั้งแต่ก้าวแรก
ใครเป็นเจ้าของสูตรหลังผลิตเสร็จ
ขึ้นกับข้อตกลงที่ทำไว้ และควรเขียนให้ชัดก่อนเริ่มพัฒนา ไม่ใช่ตอนจะย้ายโรงงาน ประเด็นที่ควรระบุคือใครถือสิทธิ์ในสูตร ใครถือสิทธิ์ในผลทดสอบและเอกสารที่ยื่น และถ้าแบรนด์ต้องการย้ายผู้ผลิตในอนาคต จะโอนอะไรได้บ้าง ข้อนี้มีผลต่อมูลค่าแบรนด์ในระยะยาวมากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
จัดทำโดยทีม 5Fine เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิง ลิงก์บางส่วนอาจนำไปยังพันธมิตรที่แนะนำ
บทความ
บทความที่เกี่ยวข้อง

Asia Cosmetics Manufacturing Hub: Thailand vs Korea for Your Brand
If you're building a beauty or wellness brand, chances are you've already narrowed your manufacturing search down to Asia — and more specifically, to a choice between Thailand and

Gia công kem chống nắng Thái Lan: chọn hướng nào cho thương hiệu?
Kem chống nắng là dòng nhiều chủ thương hiệu nhắm tới đầu tiên khi tìm hiểu gia công kem chống nắng Thái Lan, nhưng cũng là dòng

KOL Tự Làm Thương Hiệu Mỹ Phẩm: Hướng Dẫn Từng Bước Từ Ý Tưởng Đến Kệ Hàng
Không ít KOL, beauty influencer sau một thời gian review sản phẩm cho người khác đều có chung một câu hỏi: "Tại sao mình không ra mắt sản phẩm của chính mình?". Lượng người theo dõ
